วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บันทึก : ปลาดาวออฟฟิศ


เคยคิดที่จะบันทึกเรื่องราวความทรงจำเกี่ยวกับ ปลาดาวออฟฟิศ ที่ผ่านมาในชีวิตไว้เมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเขียนไว้ที่ไหน ตอนนี้มี Blog แล้วเอาลงไว้ตรงนี้ละกัน

เรื่องราวที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีกว่าๆ ที่แล้ว


ครั้งแรกกับ StarOffice
1998 ตอนนั้น...หลังจากตัดสินใจไม่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ Redmond ตามคำเชิญของเพื่อนร่วมงาน (Program Manager) ที่สนิทกัน (วันนี้ตอนนี้ก็ยังสนิทกันอยู่ใน facebook) ก็ตัดสินใจทำอะไรเองที่ กทม. หลายอย่าง เช่น สอบ MCP ไปสิบสองใบ เพื่อสมัคร MS Solution Provider เอามาขาย MS-Office

จริงๆ เขาให้สองแค่สองสามใบเองแหละ แต่สอบแล้ว ติดลม สนุกดีเลยสอบไปเรื่อยๆ

ตอนปลายปี 1998 ได้งานมางานหนึ่ง เป็นงานทำ Telephony gateway เพื่อประมูลโครงการ TOT ใช้การ์ด Dialogic ต่อ E1 (ตอนนั้นลาก RG58 ระหว่างสองเครื่องกันเอง) โดยเพื่อนสองคน คนนึงคือ จุ๊บ (เสียชีวิตแล้ว) อีกคนคือ วีรธร สุดท้ายโครงการนี้ก็ยุติลงเนื่องจากค่าเงินบาทตอนนั้นทำให้ต้นทุนสูงมาก ผู้ยื่นประมูลเลยรวมตัวกันขอยกเลิกโครงการ (มีแบบนี้ด้วย) แต่การ์ด Dialogic ผมยังซื้อไว้การ์ดนึงนะ จำได้ว่า ราคาสองแสนบาท

วีรธร เป็นหนึ่งในคนออกแบบการ์ดภาษาไทย Monochrome iRC หนึ่งในทีมพัฒนา MS-DOS Thai edition ปัจจุบัน ยังทำงานด้วยกันกับผมอยู่

ระหว่างที่เราพัฒนาโครงการ TOT ผมได้ข่าวที่ทำให้หงุดหงิดใจ (ช่วงนั้นของแรง อารมณ์ร้อน) ว่า SUN Microsystem ได้เข้าซื้อกิจการ StarOffice แล้วทำมาปั๊มแผ่น CD แจกในไทย ที่หงุดหงิดไม่ใช่เรื่องแจก StarOffice แต่หงุดหงิดเพราะ มันใช้ภาษาไทยไม่ได้ จะแจกทำไม? หลังจากได้ติดตั้งและทดลองใช้

วีรธร ที่มีเพื่อน (ลาดกระบัง) อยู่ที่ SUN ตอนนั้น ก็บอกว่า เดี๋ยวผมลองคุยกับเพื่อนดูเผื่อสนใจทำภาษาไทย จะได้มาจ้างคุณป้อทำ ผมตอบไปว่า อ๊ะๆๆ ไม่ได้อยากทำนะ... แค่บ่นเฉยๆ

นั่นคือฉากแรกที่ได้รู้จักชื่อ StarOffice

เริ่มเปิดบริษัท Algorithms
เป็นการเปิดบริษัทด้วยความบังเอิญ เพราะต้องวางบิลเก็บเงินค่าพัฒนาโปรแกรมระบบขายตั๋วหนังกับ EGV พอเปิดแล้วโครงการมันทำคนเดียวไม่ไหว ต้องหาคนมาช่วย พอมีคนช่วยพื้นที่ทำงานมันก็น้อยลง เลยต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วก็มาจบที่ Software Park ตอนปลายๆ ปี 1999

ตอนนั้น เบื่อหน่ายอะไรหลายอย่าง พยายามต่อสู้ให้บริษัทอยู่ให้ได้ รับงานทุกอย่างเป็นต้นว่า
  • ทำเกมภาษาไทย ไม่ได้แปลภาษาอังกฤษเป็นไทยนะครับ เขาแปลมาแล้ว แต่เขาจะเอา source code มาพัฒนาการแสดงผลให้เป็นภาษาไทย เกมแรกที่ทำคือ Pharaoh ตามมาจนครบ Series เลยคือ Cleopatra, Zues และ Prosidon จากนั้นก็มี Title อื่นๆ อีก สิบกว่า Title ได้มาก Title ละแสน ทำกัน Title ละสองเดือนบ้าง ยากหน่อยก็สามเดือน ต้องรอส่วนแบ่งจากยอดขาย ถ้าขายเกิน 5,000 กล่อง จะได้ส่วนแบ่งกล่องละ 30 บาท (มั๊งจำไม่ได้) และก็ไม่เคยได้ เพราะได้รับแจ้งตลอดว่า ขายไม่ถึง 5,000 กล่อง (จบข่าว)
  • ทำภาษาไทย PocketPC ปัญหาเยอะ เยอะมากๆ ก็ไม่เอาดีกว่า ชีวิตสั้น หนีเลย ใครชวนทำอะไรเกี่ยวกับไอ้นี่ ไม่เอาแล้ว มีคนมาขอซื้อ source code ก็ไม่ขาย แพงเท่าไรก็ไม่ขาย ลบทิ้งไปเลย เกลียดแม่ง...
    • แต่ตอนหลังใจอ่อน ตอน ปีเตอร์กวง (ควงมือถือ) ชวนทำภาษาไทยบน Motorola Q8 (ตอนนั้นคุณกวงอยู่ Motorola) ใจอ่อนเพราะทำกับทีมที่ Chicago และทำลงใน ROM Q8 จากโรงงานเลย แถมทำในระดับ Platform ด้วย คือทำ ภาษาไทย localization แบบเต็มรูปแบบ แน่นอนรวมถึง Keyboard hardware ภาษาไทย (Q8 มี keyboard แบบ Blackberry)
ส่วน EGV เลิกโครงการไป

ปี 2000 มีข่าวว่า SUN จะเปิดเผย source code StarOffice
ผมมีโอกาสพูดเปรยๆ กับ อาจารย์ รอม ตอนนั้นมี อาจารย์ สมนึก คีรีโต รวมวงสนทนาด้วย อาจารย์รอม สนใจอยากให้ทำแล้วแจกในวันเปิด Software Park อย่างเป็นทางการ 

ตอนนั้น SUN มีแต่ข่าวจะเปิดเผย source code เวป openoffice.org ยังไม่มีนะครับ 

มันต้องใช้เงินทุนพัฒนานะครับ อาจารย์รอมเลยอาสาเอาโครงการนี้ไปเผยแพร่กับองกรค์หรือใครที่สนใจ สนับสนุน สุดท้ายมาจบที่ SUN Microsystem Thailand แจ้งความจำนงว่าจะเป็นเจ้าภาพเอง

ผมจำได้ว่า เข้าไปที่ SUN ตอนนั้นอยู่ที่ตึก อับดุลราฮิม สามครั้ง ไปฟังรายละเอียดความต้องการ ไปส่งเอกสารที่ทำ และ ไปฟังการตัดสิน

ตอนนั้น SUN มี พี่สุธรรม พี่ศิริวัฒน์ และ อาร์ต (Bact' นั่นแหละ) เป็น contact point ได้แจ้งว่า มีบริษัทให้ความสนใจทำโครงการนี้ทั้งหมด 12 บริษัท (จ๊ากกกก นี่มันโครงการที่เราเสนออยากทำนะ) วิธีการตัดสินว่าใครจะได้ทำคือ ให้แต่ละบริษัทเขียนมาว่า ถ้าได้ทำจะทำอะไรกับ StarOffice บ้าง

ใครเขียนอะไร ผมไม่รู้ (จะรู้ได้ไง เขาไม่บอก) แต่ผมเอา Specification ของ Microsoft Office 97 Thai Edition มายำใส่จนครบเลย ก็ผมร่วมเขียน Spec Office 97 Thai Edition ในตอนนั้น มันเลยจำได้....หมด... ตอนนี้ก็ยังจำได้นะเฟ้ย...

แล้วผมก็ได้ทำ วันที่รู้ว่าได้ทำ ก็รู้ที่ตึก อับดุลราฮิมนั่นแหละ 

Multiple Platform
อีกเรื่องที่เร้าใจมากตอนนั้นคือ ผมและทีมต้องพัฒนา StarOffice บน 3 Platform คือ Solaris, Linux และ Windows 

ทีมพัฒนา
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การหาทีมที่สามารถเขียน C++ โครงการขนาดใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่าย และสุดท้าย Code C++ ทั้งหมด ผมก็เป็นคนรับผิดชอบ ทีมที่เหลือช่วย Build, Setup, test, localization จัดการ font, graphics เป็นต้น

เครื่องที่ใช้
เรามีเครื่องจำกัด ผมใช้เครื่องคนเดียวทั้งหมด 4 เครื่อง มี Linux 1, Windows x2 และ Solaris (Sparc) ตอนนั้นห้องทำงาน ถ้าไม่เปิดแอร์ นี่เหงื่อหยด และก็เหงือหยดทุกวันเพราะหลัง 6 โมง Software park จะปิดแอร์!!!

เรามี Server อีกสามเครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องเช่าทั้งสิ้น ไม่มีปัญญาซื้อ ไม่มีเงินเหลือพอที่จะซื้อ (เครื่อง Solaris ตอนนั้น SUN ให้ยืมมา)

เสนอค่าใช้จ่ายในการพัฒนา
ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ (+นักดนตรี) ที่เผลอลืมตัวไปเป็นผู้ประกอบการ คิดราคาค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ก็คิดว่า มันคือ OpenSource ตอนนั้นยังไม่ชัดเจนตัวเองเท่าไรว่า Opensource คืออะไร ก็ใช้วิธีคิดว่า มันคือ Contribution ก็น่าจะคิดค่าพัฒนาพอดีๆ กับใช้จ่าย เลยเอาค่าใช้จ่ายคูณเดือน แล้วแจ้ง SUN ไป (น่ารักแมะล่ะ)

รายได้จึงพอดีกับค่าใช้จ่าย ผมเลยมักจะพูดติดตลก (ปนน้ำตา) สมัยนั้นว่า ผมทำน่ะไม่ได้อะไรนะ คนที่ได้อะไรคือคนที่ทำ หนังสือขายต่างหาก ผมไปร้านหนังสือ เห็นหนังสือ ปลาดาว เต็มแผง บอกตรงๆ ไม่เคยมีใครส่งมาให้ผมเก็บเป็นที่ระลึกเลย (หลังๆ มีส่งมาให้ สามสี่ Title :) )

ก่อนเริ่มงาน
พี่สุธรรม โทรมาบอกว่า มีนัดคุยกับ NECTEC เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเราจะพัฒนา Office Thai เพราะตอนนั้น NECTEC มี Linux TLE เราไปคุยกันที่ตึกยิปซั่ม ได้เจออั้น กะเทพ ครั้งแรกที่นั่น

เริ่มพัฒนา 
ตอนได้ Code มา เป็นอาทิตย์แรกที่ OpenOffice.org เปิดตัว Code Build ไม่ผ่านเลยครับ ผมเลยกลายเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกๆ ที่ร่วมกันพยายาม Build เข้าใจว่า จริงๆ มัน build ผ่านแหละ แต่ Dev Team ที่ Humburg German commit ลง CVS ไม่สมบูรณ์ (อ้อ ตอนนั้นใช้ CVS ครับ)

ผมพยายาม Build อยู่เป็นเดือน พอ Windows ได้ Linux ก็ไม่รอด พอเอา Linux รอด โหดสุดก็ Solaris เพราะเครื่องที่ผมได้มาใช้เวลา Build 30++ ชั่วโมง ไม่นับถ้า Build failed นะครับ  (ผ่านมาได้ยังไง ยังนึกไม่ออกเลย)

พอ Build ออกมาได้ ก็พบว่า version ที่เราได้ code มาเป็น version ที่ OO.o ยังไม่ release คือ Bugs ตรีม นั่นแหละ 

ไม่ว่ากัน ผมทำหน้าที่ของผม จับยัด features ไทย อย่างเดียว มี code ใหม่ ก็จับ merge จำได้ละ มี Engineer ในทีมผมคนนึง คอยทำหน้าที่ merge อย่างเดียวเลย เรา merge มือนะครับ ผมจะ list ว่าผม touch file ไหน module ไหน แล้ว เข้าจะ fine merge จุดนั้นๆ ที่เหลือก็ replace ไป

ข้อดีของ OO.o คือมันเป็น Share library ผมทำ features ไทยที่เดียว มันจะใช้ได้ทุก application ย่อย อย่าง ตัดคำ ทำที่เดียว ใช้ได้ทุก app อันนี้ก็สะดวกไปอย่าง...

Release แรก
ตอนเรา Release แรก เรา Release ก่อนหรือหลัง OpenOffice.org วันนึงนี่แหละ ผมจำไม่ได้ แต่การ Release ใกล้กับ OO.o ตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องดีเพราะ Code มันคนละ Code

คือ Code ของผมไม่ใช่ Code ล่าสุด เพราะผมต้อง build จาก code ที่อุดมไปด้วย Bug แล้วนำไป production คือปั๊ม CD นู่นนี่นั่นอย่างน้อยก็อาทิตย์สองอาทิตย์ ทำให้ version แรกของเรา Bug เต็มไปหมด

คาใจเรื่อง Opensource
ผมตั้งคำถามถามตัวเองตลอดในช่วงนั้น เครียดไปหมด และน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่อยากทำต่อคือ

โครงการนี้เป็นของ SUN ซึ่ง OpenOffice.org เป็น Dual-license ที่ SUN กำหนด เพราะเป็นของ SUN, SUN ซื้อ StarOffice มา หมายความว่า SUN จะทำอะไรกับมันก็ได้ จะ Close source จะ Open หรือจะลบทิ้ง แบบที่ผมลบ source code ทิ้งไปตลอดกาล หลาย projects ก็ได้ 

ปลาดาว ไม่ต่างอะไรกับ OpenOffice.org

แต่มักมีกระแสว่า Pladao ไม่ OpenSource 

ทัศนะคติผมกับวงการ Software ไทย ตอนนั้นเปลี่ยนไปเยอะครับ ผมว่าผมเป็นคนคุยไม่รู้เรื่องแล้วนะ ....แหม่...

ผมมักจะโดนด่าตาม Board ต่างๆ จนผมตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาช่วงนั้นว่า นี่ตกลงผมทำผิดพลาดมากใช่ไม๊ ที่ลุกขึ้นมาทำ Office Thai ตัวหนึ่ง จนโดนด่าขนาดนี้ ทำแล้วก็ไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศษฐี ยังต้องหา Project อื่นทำต่อไป ต่อสู้ดิ้นรนต่อไป วันดีคืนดีไปเปรียบเทียบกับคนอื่นใกล้กัน เขาสบายกว่าเราอีก ยิ่งทุกข์

จนต้องหันหลังให้ เพราะมันทุกข์เกินไป... บนความไม่เข้าใจ จนป่วย ทั้งกายและใจ ถึงทุกวันนี้ 

1st OpenOffice.org Developer Conference
ผมไปรวมงาน OO.o DevConf  ครั้งที่หนึ่ง ที่ University of Humburg ในฐานะ Speaker ของ Session Thai Localisation เพื่อบอกให้ developer ของ SUN ที่ Humburg ทราบว่าเราพัฒนาภาษาไทย ยังไงตรงไหน code อยู่ไหน กรุณานำไปใส่ หรือประยุกต์ใช้ใน OpenOffice.org ด้วย 

ผลที่ได้ ผมไม่ได้ดูละเอียด แต่อย่างเรื่อง Sequence checking ภาษาไทยนี่มีสามอย่างให้เลือกเหมือนที่ผมเขียนไว้ใน Spec เลยคือแบบ 
  • เตือนเมื่อพิมพ์ Sequence ซ้ำ เช่น มี วรรณยุกต์แล้วพิมพ์วรรณยุกต์อีกตัว จะมีเสียงเตือน และไม่ทำอะไรต่อ
  • แทนที่ เช่นมีไม้เอกแล้ว พิมพ์ไม้โท ไม้โทจะแทนที่ไม้เอก, มีสระอุ แล้วพิมพ์สระอิ สระอุจะหายไป สระอิจะแทนที่
  • แบบไม่สนใจตรวจสอบ Sequence



พัฒนาต่อ
SUN ให้ทำ version 2 และ version 3 ของ ปลาดาวต่อ โดยในระหว่าง version 2 และ version 3 ผมได้มีโอกาสทำ SUN's Mad hatter ภาษาไทยด้วย
** Mad hatter เป็น Linux ของ SUN distro หนึ่ง
** Mad hatter เป็น code name ของ SUN's Java Desktop System


หันหลังให้ OpenOffice.org
ผมคิดเสนอว่า Software มันก็เหมือนเราวาดภาพลงบนผืนผ้าใบ มันต้องแน่วแน่ มันต้องมีจินตนาการ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ และงดงาม 

ไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างใครกับใคร ถ้าจะต่อสู้ก็เป็นการต่อสู้กับตัวเอง 

ถ้ามันเป็นทุกข์ ผมจะเดินหนี 
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ 
แล้วมีเหตุผลอะไรที่ไปทำให้ชีวิตคนอื่นเป็นทุกข์

มีอะไรตั้งเยอะแยะที่ยังทำได้ และเป็นสุข บนโลก Software

ตกหล่นอะไร ค่อยเพิ่มเติมต่อนะครับ 

หมายเหตุ : ชื่อ ปลาดาว ออฟฟิศ อาร์ต (Bact') เป็นคนตั้ง มาจาก Star + ofFice (Fice ออกเสียง Fish) เลยเป็นปลาดาว :)



วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

AngularJS + JSONP + Golang

เนื่องจากผมไม่ใช่คนเขียนเวปโดยธรรมชาติ ความรู้เรื่องเวปจึงน้อยมาก แต่ช่วงที่ผ่านมา เจองานที่ต้องใช้เวปในการนำเสนอข้อมูล จริงๆ คือทำ รายงานนั่นแหละ คือใช้ Crystal report ก็ได้แหละ แต่ปัญหาคือ ยิ่ง Crystal Report ยิ่งตายหยั๋งเขียด...

สุดท้ายบากหน้ามาหยุดที่ทำเวปให้ Query ข้อมูลแทน เนื่องจากโครงการที่ทำไว้นั้น server เป็น Golang RESTFul อยู่แล้ว (อ่านใน blog ก่อนหน้านี้นะครับ) เลยต่อยอดเลย

ผมเปิด port ใหม่
ไม่ใช่เรื่องอยากอะไรสำหรับ Golang ก็แค่ Go routine แต่ผมใช้  Sync ตามนี้

wg := &sync.WaitGroup{}
wg.Add(2)
go func() {
   server.StartREST()
   wg.Done()
}()
go func() {
   server.StartReport()
   wg.Done()
}()
wg.Wait()

ด้วย code ด้านบน ใน function StartREST() ก็จะไป ListenAndServe port 8080 ส่วน StartReport จะไป ListenAndServer port 8088 สำหรับ FileServer เลย

แค่นี้เราก็จะได้ server 2 ports มาใช้

ผมเลือก AngularJS มาทำ FrontEnd (ซ่า...ไม่เข้าเรื่อง) คือมันง่ายดีครับ เคยใช้ครั้งนึงตอนคิดจะทำ DropBox Clone (ตอนนั้นใช้ชื่อว่า DropBag แหะๆ เป็นงานทดลอง OpenResty + MongoDB's GridFS นะครับ) ผมเริ่ม code AngrulaJS ง่ายๆ เพื่อทดลองเรียก REST API ให้ส่ง JSON กลับมา Render พบว่า เกิดปัญหา Cross Domain Policy ขึ้น เนื่องจาก API ที่่เรียกอยู่อีก port ส่วนตัว Front-end ที่ใช้ Angular อยู่อีก port เพียงเท่านี้ก็ Cross Domain แล้วครับ ไม่ต้องถึงกับ คนละ IP

ประเด็นที่ทำให้ Blog นี้ขึ้นมา
ผมพยายามหาทางออกอยู่นาน ตอนแรกก็ย้าย Front end ไปไว้ที่ port เดียวกับ REST API ก็พบปัญหาเนื่องจาก ใช้ go-json-rest ของ Antoine แล้วต้องแก้ หลายอย่าง อีกทั้งยั้งมีพวก css, js ที่ต้องถูกเรียก load จาก browser อีกหลายไฟล์ ต้องแยกแบบเดิม แล้วใช้ JSONP

 รู้ว่า JSONP ใช้สำหรับแก้ปัญาเรื่อง CrossDomain หลายคนบอกไว้เช่นนั้น แต่ปัญหาคือ ผมไม่เคลียร์ ผมเริ่มหาข้อมูลว่า AngularJS  ใช้ JSONP ยังไง เรียก server แบบไหนยังไง สุดท้าย พบว่า มันต้อง Wrap JSON result ของเราด้วยชื่อ callback function ที่ front end ส่งไป แล้วส่งกลับมาในรูปแบบของ Javascript เช่น

http://192.168.1.1:8080/api/report.json?callback=jsonp_callback

ข้อมูลที่ส่งกลับจะต้องอยู่ในรูปแบบ

jsonp_callback([{"sequence":1,"data":"abc"},{"sequence":2,"data":"abc"}]);

ก่อนหน้านั้น REST API ของผมจะส่งข้อมูลกลับมาเป็น

[{"sequence":1,"data":"abc"},{"sequence":2,"data":"abc"}]

ทำไมต้องเป็นแบบนี้
มันคือการหลอก browser policy ว่ามันคือ javascript นะเว๊ย ไม่ใช่ data ไม่ผิด policy แล้วตัว framework ก็จะเรียกใช้ function jsonp_callback ซึ่งก็จะได้ข้อมูลที่ส่งจาก server มา

ได้ความเช่นนั้น ก็ลองค้นหาว่าพวกเรามีใครเคยเขียนๆ ไว้รึเปล่า พบว่ามี... คนถาม โดยคำตอบทั้งหมดคือ ไม่ต้องคำถาม ส่วนมากจะตอบว่าคือ JSON ซึ่งไม่ใช่

Implementation
เริ่มจาก server, Golang ใน function ที่ส่งค่า JSON กลับไปให้ Front-end ก่อนหน้าผมใช้ go-json-rest ด้วย

w.WriteJSON(&results) 

โดย results คือ array ของ struct

type result struct {
  Sequence int
  data string
}

w คือ *rest.Response

ผมเริ่มจาก Marshal results มาเป็น byte array (encoding) จากนั้น Query callback value จาก FormValue ที่ front end ส่งมา ซึ่งก็คือ callback value นั่นล่ะครับ แล้วเอามาต่อๆ กัน (concatenate) โดยทดลองแบบง่ายๆ ตามนี้

baJson, _ := json.Marshal(results)
strJson := r.Request.FormValue("callback")
strJson +=  "("
strJson += string(baJson)  // baJson เป็น byteArray
strJson += ");"
w.Header().Set("Content-Type", "application/json; charset=utf-8")
w.Write([]byte(strJson)) 

ผมลัพท์ที่ได้ จะมี callback wrap data ของเรามาในรูปแบบ javascript function

ส่วน front-end ผมหน้าตาแบบนี้ครับ เป็น AngularJS แบบง่ายๆ

index.html
<html ng-app="MyReport">
  <head>
    <script src="http://code.angularjs.org/1.2.9/angular.min.js" ng:autobind></script>
    <script src="/assets/js/myreport.js"></script>
  </head>
  <body>
    <div ng:controller="MyCtrl" id="Ctrl">
      <button ng:click="calldata()">call data</button><br/>
      <h2 ng-show="data">Data from callback</h2>
      <pre>{{data}}</pre>    
    </div>
  </body>
</html>

myreport.js
angular.module('MyReport', []);

function MyCtrl($scope, $http) {
  var url = "http://192.168.1.1:8080?callback=jsonp_callback";

  $scope.calldata= function() {
    $http.jsonp(url).then(
      function(s) { $scope.success = JSON.stringify(s); }, 
        function(e) { $scope.error = JSON.stringify(e); } 
      );
  }
}

function jsonp_callback(data) {
    var el = document.getElementById('Ctrl');
    var scope = angular.element(el).scope();
    scope.$apply(function() {
        scope.data = JSON.stringify(data);
    });
}

อธิบายได้ว่า พอ user click ที่ปุ่ม call data จะไปเรียก function $scope.calldata (อยู่ใน AngularJS controller scope MyCtrl) ก็จะไปเรียก $http.jsonp ที่เป็น method ของ AngularJS ใน url ที่เราส่งไปจะมี formvalue callback กำหนดให้ server wrap data มาในชื่อ function ที่เรากำหนด กรณีนี้ใช้ชื่อว่า jsonp_callback

เมื่อ result ถูกส่งกลับมาที่ front-end, javascript จะทำการ execute callback function jsonp_callback ซึ่งจะต้องอยู่นอก Angular's controller scope คือต้องเป็น execute global scope นั่นเอง

ปัญหาเลยเกิดต่อมาว่า แล้วจะจับ  data ส่งกับไปที่ controller scope ของ Angular ยังไง ก็เลยต้องกำหนด ID ของ ng:controller ขึ้นมา ("Ctrl") แล้ว getElementById จากนั้นก็ query scope จาก method ที่ Angular มีให้จะได้ scope แล้วทำการ $apply data เข้าไปที่ scope element ของ Angular อีกครั้ง (ดู function jsonp_callback นะครับ)

นี่คือ JSONP ซึ่งมันคนละเรื่องกับ JSON นะครับ


วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

Web server in 3 lines with Golang

ผมเริ่มเขียน Golang ด้วยโจทย์ที่ต้องเขียน RESTFul Service สำหรับ  Enterprise mobile application เชื่อมกับ MSSQL ที่มีอยู่แล้ว บน Windows เลยเลือก Golang เพราะสะดวกในการ deploy สุด

คำถามที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกใช้ Golang ตอนนั้นก็คือ ใช้อะไรก็ได้ ที่พอ build แล้วส่งไปให้ support copy ไปวางบน server เรียกโปรแกรมแล้วใช้ได้เลย

Golang นี่แหละครับ ทำมาแล้ว...

พอเขียน Rest service จบ ก็เริ่มมี Requirement เพิ่มมาว่า อยากได้ report ก็วางแผนว่าจะทำเป็น Web page นี่แหละ ให้เลือกตัวเลือกที่จะทำรายงาน แล้วส่งไป query ผ่าน REST API ที่มีอยู่แล้ว ออกมาแสดงผล

ปัญหาคือจะเอาอะไรมาทำ file server?

ถ้าเลือก NGINX หรือ Apache เราคงต้องเป็นคนไปติดตั้งให้แน่ๆ Support เอาไม่อยู่

Martini
Golang web application framework ที่พึ่งเกิดและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็จ น่าสนใจตรง Martini บอกว่า สามารถ support static file out of the box เลย คือเพิ่มไฟล์ใหม่เข้าไปปุ๊ป ก็เรียกผ่าน http ได้เลย --- น่าสนใจ ---

แต่งานที่ทำอยู่ใช้  go-rest-json ของ Antonie กับ default SQL framework ของ Go เอง แค่นี้ก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว และด้วยความฝักไฝ่ใน Benchmark, Go pure นี่ทิ้ง Revel ขาดเลยนะครับ แล้ว Martini ทำความเร็วสู้ Gorlilla ไม่ได้ด้วย เลยสองจิตสองใจที่จะใช้ Martini

ตัดสินใจเขียนเอง
ต้องยอมรับว่า เอาเข้าจริงๆ ที่ผ่านมาผม focus ที่ project มากจนไม่ได้ดู net/http ว่าทำอะไรได้ขนาดไหน วันนี้เลยไล่ดูหน่อยพบว่า

จริงๆ แล้ว net/http นี่มันสมบูรณ์แบบนะครับ ที่ว่ากันว่า ไม่ต้องใช้ external framework นี่เรื่องจริง

เลยลองเขียน static file server ออกมาดูได้ตามนี้

package main
import "net/http"
func main()  { http.ListenAndServe(":8080", http.FileServer(http.Dir("/Users/McDuck/Home"))) }

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

C, Token-parsing preprocessor

ระหว่างปี 1995-1997 เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจาก 16bit เป็น 32bit ในโลกของ Windows (ก่อนเป็น Win32) หลายท่านอาจจำได้ ปัญหาใหญ่ๆ ของ "C" โปรแกรมเมอร์หลายคนก็คือ การนำ Code เก่า หรือ DLL เก่าที่เป็น 16bit port มาเป็น 32bit ถ้ามีเวลาก็ค่อยๆ port โดยเริ่มจาก GlobalAlloc, GlobalLock, GlobalFree etc. แทนที่ด้วย malloc, free แบบที่ใช้ในปัจจุบัน

หลายคนที่มี code ใหญ่ๆ หรือมี DLL ที่ไม่มี code ไม่สามารถ port ได้ แต่ต้องการทำ Application ให้เป็น Win32 ก็มีทางเลือกอีกทางคือการใช้ Thunk layer ในการ เรียก 16bit API ด้วย 32bit app หรือ 16bit app เรียก 32bit API (อย่างหลังนี่ไม่ค่อยเห็น)

ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น....

เรื่องที่จะเล่าไม่ใช่เรื่อง Thunk layer หรือ Interoperability ของ Win16 กับ Win32 แต่เป็น Technique ที่ผมทำเอามาจาก Microsoft Excel source code (95) มาใช้กับการสร้าง Thunk layer ณ. เวลานั้น

Technique ที่ว่าคือ การทำ Token-parsing preprocessor, ซึ่งมีประโยชน์มากในการ define ชื่อ API ที่ทำให้เราสามารถจัดกลุ่มของ API ที่จะเรียกใช้เป็นหมวดหมู่ได้ง่าย (ดูตัวอย่างครับ)

#include <stdio.h>

#define GROUP_FIRST     _1_
#define GROUP_SECOND    _2_
#define TYPE_16         16
#define TYPE_32         32

#define METHOD_HELPER(a, b, c) a##b##c
#define METHOD(a, b, c) METHOD_HELPER(a, b, c)

int method_1_16(int x) {
   printf("method_1_16 : %d\n", x);
}

int method_2_16(int x) {
   printf("method_2_16 : %d\n", x);
}

int method_1_32(int x) {
   printf("method_1_32 : %d\n", x);
}

int method_2_32(int x) {
   printf("method_2_32 : %d\n", x);
}

int main() {
   METHOD(method, GROUP_FIRST, TYPE_32);
   METHOD(method, GROUP_SECOND, TYPE_16);
   return 0;
}


Happy hacking!!! :)

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

กลับมาหา ภาษาที่คุ้นเคย, C++

ในที่สุดก็ต้องกลับมาภาษาที่คุ้นเคย C/C++ ดีใจได้เขียนแบบจริงๆ จังๆ อีกครั้ง โครงการดีด้วย...

จะว่าไป C/C++ เป็นภาษาเดียวในชีวิตที่ไม่ต้องเปิดคู่มือ (นอกจาก features ใหม่ๆ บางตัวใน C++11)

ทำให้สะท้านเหมือนกัน ตอนเรียน Go (lang) ก็ชอบวิธีการ assignment อย่าง
X := 12 // X เป็น Integer
ใน C++11 ก็มี
auto X = 12; 

ตอนปี 2008 ผมเคยซื้อ Library Qt ตอนนั้น พึ่งจะเป็น Release version 4.0 มีลูกค้าจ้างพัฒนาโปรแกรมสอง Platform ตือ OSX และ Windows ตัดสินใจจ่ายค่า Library ให้กับ Troll ไป เกือบสองแสนบาทสำหรับ สอง Platform 

สถานะ Qt ตอนนี้ มันสุดยอดจริงๆ นอกจากเขียนบน Linux, OSX, Windows ได้แล้ว ยัง Cross compile ไป iOS และ Android ได้อีก 
Android นี่สะดวกกว่าเพื่อน เขียนได้ทั้งบน Linux, OSX และ Windows เลย ส่วน iOS ต้องเขียนบน OSX

ตอนนี้ได้กลับมาใช้อีก ดีจัง (ตังค์อยู่ครบ)

แเละเหมือนเดิมคือ Oracle Call Interface สำหรับ Qt (QOCI) ไม่สามารถใช้ได้ ต้อง Build เอง เพราะต้องไป download OCI Library และรับทราบ License agreement ของ Oracle ก่อน 

วิธี Build QOCI บน OSX

download instanceclient มาจาก Oracle.com ตาม blog ก่อนหน้านี้ http://nanusorn.blogspot.com/2014/02/build-oracle-call-interface-golang.html

เวลา install Qt 5.2.x จะอยู่ที่ ~/Qt5.2.1 ให้ change directory ไปที่ ~/Qt5.2.1/5.2.1/Src/qtbase/src/plugins/sqldrivers/oci

$ export PATH=$PATH;~/Qt5.2.1/5.2.1/clang_64/bin

เรียก qmake สร้าง Makefile ใน folder ~/Qt5.2.1/5.2.1/Src/qtbase/src/plugins/sqldrivers/oci
$ qmake -o Makefile

แก้ Makefile.Release และ Makefile.Debug
โดยเพิ่ม -I/usr/lib/instantclient_11_2/sdk/include ที่ท้ายบรรทัด INCPATH
และ
เพิ่ม LFLAGS        += -L/usr/lib/instantclient_11_2 -lclntsh ใต้บรรทัด LFLAGS

แล้วเรียก 
$ make

วิธีนี้ง่ายสุด เร็วสุด ไม่ต้อง re-build Qt ทั้งตัว...

---------------------------------------------------------------
ถาม : กลับมาเขียน Qt เพื่อ?
ตอบ : เพื่อต้องการใช้ C++ เขียน Consumer สำหรับ rabbitMQ 

ถาม : แค่นี้หรือ?
ตอบ : ป่าวจะเอาไปเขียน Client Application บน Cubieboard ด้วย

ถาม : แล้วอย่างอื่นล่ะ?
ตอบ : ตอนนี้สนใจเอามาใช้พัฒนา Web Application ด้วยนะ เช่น
ตอบจริงๆ : ที่ว่ามาน่ะ ตอบเล่นๆ :p แต่เล่นจริงๆ นะ ปี๊ดส์ เลย



วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Build : Oracle Call Interface สำหรับ Golang

คืออยากใช้นะครับ แต่แหม่... มีแค่ https://github.com/mattn/go-oci8 ที่ดูดีสุด แต่คนเขียนเหมือนจะเขียนแล้วหนีไปแอบที่ไหนไม่รู้ ไม่บอกอะไรเลย

อยากใช้ก็ต้อง งม.. สิครับ

OCI ก็ต้องใช้ downlaod instance client มาก่อน (ตามสูตร) ลงทะเบียนแล้ว download จาก http://www.oracle.com/technetwork/topics/intel-macsoft-096467.html ผมใช้ OSX (Maverick)

Download

  • instantclient-basic-macos_x64-11.2.0.3.0.zip
  • instantclient-sdk-macos_x64-11.2.0.3.0.zip
แล้วผมทำแบบนี้ครับ
  • unzip basic แล้ว move ไปไว้ที่ /usr/lib/instantclient_11_2
  • sym link 
    • ln /usr/lib/instantclient_11_2/libclntsh.dylib.11.1 /usr/lib/libclntsh.dylib.11.1
    • ln /usr/lib/instantclient_11_2/libocci.dylib.* /usr/lib/libocci.dylib.*
    • ln /usr/lib/instantclient_11_2/libociei.dylib /usr/lib/libociei.dylib
    • ln /usr/lib/instantclient_11_2/libnnz11.dylib /usr/lib/libnnz11.dylib
  • ดูว่าเครื่องติดตั้ง pkg-config รึยัง ถ้ายังติดตั้ง ถ้ายังใช้ MacPort ก็ได้ครับ
    • sudo port install pkgconfig
  • แล้วสร้าง oci8.pc ไว้ที่ /usr/lib/pkconfig ตามนี้ครับ (ไฟล์จากเครื่องผม)
    • prefix=/usr/lib/instantclient_11_2
      libdir=${prefix}
      includedir=${prefix}/sdk/include/

      Name: OCI
      Description: Oracle database engine
      Version: 11.2
      Libs: -L${libdir} -lclntsh
      Libs.private: 
      Cflags: -I${includedir}
  • เริ่ม  Build 
    • ไปที่ project workspace path 
    • $ export GOPATH=`pwd`
    • $ go get github.com/mattn/go-oci8
    • Go จะ Build และ link OCI ให้อัตโนมัติ โดยใช้ oci8.pc ที่เราสร้างไว้
  • ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด (error report) ถือว่าเสร็จเรียบร้อย
  • ทดสอบ
    • เข้าไปที่ $GOPATH/src/src/github.com/mattn/go-oci8/example
    • แก้ไฟล์ oracle.go บรรทัด 
      • db, err := sql.Open("oci8", "scott/tiger")
      • เป็น config ของ ORA ของเรา
      • ของผมเป็นแบบนี้ครับ
      • db, err := sql.Open(
        "oci8", "system/manager@192.168.1.40:1521/hello")
    • เรียก $go run oracle.go

ไม่พบ Error เสร็จ เรียบร้อย...
Modified และ Fix error จาก : https://github.com/Centny/Centny/blob/master/Articles/How%20build%20github.com:mattn:go-oci8.md 

เขียน Windows Services ด้วย Golang

ช่วงปีหลัง หนีไม่พ้นต้องเขียนอะไรที่เกี่ยวกับ Windows อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พอจะตัดสินใจใช้ Golang คำถามที่ตามมาคือแล้วถ้าต้องเขียน services ล่ะ ใช้ golang ได้รึเปล่า

คำตอบวันนี้คือ "ได้"

ผมเอา code จาก RESTful ของ Blog ที่แล้วมาใช้ทำ service โดยการ compile code บน windows ให้เป็น .exe ก่อน

> go build restmain.go

จะได้ restmain.exe จากนั้นผมใช้ NSSM - the Non-Sucking Service Manager (มาพร้อม source code และ execute binary) unzip แล้ว

> nssm McDuckService [path to]restmain.exe

เรียบร้อยลองเปิด service management อ่า... McDuckService มาแล้ว Double Click แล้ว Start เลย... 


[เพิ่มเติม]

  • เวลาจะลบ service ออกใช้
    • > sc delete McDuckService
  • command line ที่เกียวกับ service ต้องเป็น administrator right 
  • อ้างอิง http://sanatgersappa.blogspot.com/2013/07/windows-service-with-go-easy-way.html
    • เขียนก่อนผมเกือบปี ใช้ nssm เหมือนกันเลย